มณฑลทหารบกที่ ๓๑ เดิมคือ กรมบัญชาการทหารบกนครสวรรค์  

          ที่ตั้งหน่วย       มณฑลทหารบกที่ ๓๑  เป็นหน่วยภูมิภาคขึ้นตรงกองทัพภาคที่ ๓   มีที่ตั้งอยู่ภายในค่ายจิรประวัติ ต.นครสวรรค์ออก  อ.เมือง  จว.นครสวรรค์ 

          วันสถาปนาหน่วย      ๑๖  ธันวาคม ๒๔๗๖ 


          ประวัติความเป็นมา   
 
          กล่าวทั่วไป  ดำเนินการจัดตั้งเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๖  ตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันมีมูลเหตุสืบเนื่องมาจากการเกิดเหตุการณ์พวกเงี้ยวได้ก่อกบฏขึ้นที่  เมืองแพร่  เมื่อวันที่  ๒๕  ก.ค.๒๔๔๕  พวกเงี้ยวประมาณ ๔๐ คน   จากบ่อแก้ว  แขวงเมืองลอง  มี  สล่าโปไชย  ลาปู่โอ  และจองแข่ เป็นหัวหน้าสมทบกับ พวกเงี้ยวบ้านป่าผึ้ง แขวงสูงเม่น  มีพะก่าหม่อง เป็นหัวหน้า พร้อมอาวุธปืน ยกกำลังเข้ายึดเมืองแพร่ โดยเข้าโจมตีโรงพักตำรวจภูธรเมืองแพร่, โรงไปรษณีย์ โทรเลข, ที่ว่าการเมืองแพร่, ศาล และคุก ได้สำเร็จ การกบฏขยายตัวก่อความวุ่นวายมากขึ้น มีพวกเงี้ยวทั้งในและนอกเมืองเข้าสมทบอีกประมาณ ๔๐๐ คน แยกย้ายเป็นหมู่เข้าปล้นบ้านและประหารคนไทยด้วย 

          ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เป็นแม่ทัพใหญ่ยกกำลังไปปราบปรามมีอำนาจเด็ดขาดทั้งการทหารพลเรือนและการศาล โดยยกกำลังพลออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๖ ส.ค.๒๔๔๕  ได้รับการสมทบกองทหารจาก มณฑลพิษณุโลก เมืองพิชัย เมืองสุโขทัยและเมืองตาก จำนวน ๕ กองพัน รวมทั้งกองกำลังหัวเมืองของพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร ซึ่งยกกำลังขึ้นไปทางเมืองอุตรดิตถ์ การปราบกบฏเงี้ยวสงบเรียบร้อยเมื่อวันที่ ๒๐ ส.ค.๒๔๔๕  เมื่อกองทัพของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี  ยกเข้าเมืองแพร่ และทำการสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดต่อไป 

          จากเหตุการณ์ดังกล่าวเห็นได้ว่าการยกกองทัพจากกรุงเทพฯ ทำให้ประสบปัญหาความล่าช้ากำลังพลไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศ ซึ่งถือเป็นมูลเหตุสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว    ทรงตระหนักถึงภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นตามหัวเมือง      และเพื่อป้องกันและรักษาความปลอดภัยของประเทศชาติให้ดียิ่งขึ้น จำเป็นรีบด่วนที่จะจัดตั้งกองทหารในเขตภาคเหนือ ทรงพระราชดำริว่าจำเป็นต้องให้มีกองทหารประจำราชการอยู่ในมณฑลนครสวรรค์และพิษณุโลก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดช เตรียมการจัดการทหารในมณฑลดังกล่าวให้เรียบร้อยโดยเร็ว  เมื่อ ๑๓ เม.ย. ๒๔๔๖ กรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดชได้ทูลเกล้าถวายรายงาน และของบประมาณ เพื่อจัดตั้งกรมบัญชาการมณฑลทหารบกนครสวรรค์ เพื่อให้มีกำลังทหารไว้แก้ไขสถานการณ์ต่างๆในภาคเหนือ โดยกรมยุทธนาธิการได้ยื่นงบประมาณสำหรับการจัดการทหารมณฑลพิษณุโลก และมณฑลนครสวรรค์ เป็นเงิน ๙๕๒,๘๐๗.- บาท แต่ได้ตัดลงบ้าง เหลือเพียง ๗๐๔,๖๐๖.- บาท  การจัดตั้งหน่วย ตามหนังสือกรมยุททธนาธิการ ที่  ๖/๕๔๖  ลงวันที่ ๑๓  มี.ค. รศ.๑๒๒  ( พ.ศ. ๒๔๔๖ ) ส่วนการจัดเกณฑ์ทหารไว้ประจำราชการในมณฑลนครสวรรค์และมณฑลพิษณุโลก ใช้ตามแบบแผนวิชาทหารคงเหลือตามสารตราที่ ๑๔/๕๓๓๘ เริ่มดำเนินการตามข้อบังคับลักษณะเกณฑ์ทหาร   ตั้งแต่ ๑  ก.ย. ๒๔๔๗ 



          การเปลี่ยนแปลงกรมบัญชาการทหารบกมณฑลนครสวรรค์จนถึงปัจจุบัน

   เมื่อเริ่มจัดตั้งหน่วยกรมบัญชาการทหารบกมณฑลนครสวรรค์  พ.ศ. ๒๔๔๖  มีหน่วยขึ้นตรง ๓ หน่วย คือ  กองทหารประจำเมืองนครสวรรค์  กองทหารประจำเมืองชัยนาท   กองทหารประจำเมืองตาก 
 
          วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๔๔๘ กรมบัญชาการทหารบกมณฑลนครสวรรค์  ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร      หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงสายการบังคับบัญชาใหม่     โดยตั้งกองพัน    พิเศษขึ้นแล้วยกกองโรงเรียนนายสิบ  กองพาหนะ และกองทหารปืนใหญ่ที่ ๖ มาขึ้นกับกองพันพิเศษ และเปลี่ยนชื่อเป็นกรมทหารบกมณฑลนครสวรรค์  ส่วนกองทหารประจำเมืองชัยนาท   และเมืองตาก  ได้เปลี่ยนชื่อเป็น  กรมทหารราบที่ ๑๕  และกรมทหารราบที่ ๑๖ มี  พล.ต.ม.จ.คำรบ  ปราโมช เป็นผู้บัญชาการฯ

          พ.ศ.๒๔๕๑  ทางภาคเหนือของประเทศไทย มีกำลังทหารอยู่ ๓ กองพล คือ  กองพลที่ ๗ (พิษณุโลก), กองพลที่ ๘ (เชียงใหม่) และ กองพลที่ ๖ ตั้งอยู่ จว.นครสวรรค์ ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา (ฝั่งตะวันตกของค่ายจิรประวัติในปัจจุบัน)  โดยมี พลตรี พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบ   เป็นผู้บัญชาการกองพลอีกตำแหน่งหนึ่ง 

          พ.ศ.๒๔๗๕  ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองและมีการยุบหน่วยทหารเป็นการใหญ่ โดย กองพล  ๖   ยุบเป็นจังหวัดทหารบกนครสวรรค์  กองพันอันเป็นกำลังรบต่างๆ   ขึ้นตรงต่อผู้บังคับการกรุงเทพฯ  

          พ.ศ.๒๔๗๘  ได้มีการจัดตั้งมณฑลทหารบกที่ ๔ ขึ้นที่ จว.นครสวรรค์  มีจังหวัดทหารบกที่เป็นหน่วยขึ้นตรง  ๔   หน่วย  มี จทบ.ช.ม., จทบ.ล.ป., จทบ.อ.ต.  และ จทบ.พ.ล.  หน่วยกำลังรบขึ้นตรงกับจังหวัดทหารบก

          พ.ศ.๒๔๘๓  มณฑลทหารบกที่ ๔  ย้ายที่ตั้งจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา  มาอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา (ที่ตั้งค่ายจิรประวัติปัจจุบัน) ในสมัย พ.อ.หลวง เสนาณรงค์ เป็นผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๔ 

          พ.ศ.๒๔๘๔  เกิดสงครามอินโดจีนและสงครามมหาเอเชียบูรพา พ.อ.หลวงหาญสงคราม (ฟ้อน สุวรรณไศละ)  เป็นผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๔  นำกำลังออกปฏิบัติการรบในนามของกองพล ๔ อันเป็นส่วนหน้าของกองทัพพายัพ สามารถยึดแคว้นหลวงพระบาง, ยึดเมืองพระยาค ในรัฐฉาน (เชียงตุง) ได้  

            พ.ศ.๒๔๘๘ เสร็จสงคราม มหาเอเชียบูรพา  กองพล ๔  เคลื่อนย้ายกลับที่ตั้ง  จว.นครสวรรค์ มีการรวมตำแหน่ง ผบ.พล.๔  และ  ผบ.มทบ.๔  เข้าด้วยกัน โดยมี พล.ต.หลวงสุทธิ  สุวรรณกร เป็นผู้บัญชาการ และให้หน่วยทหารในภาคเหนือทั้งสินคงขึ้นกับ พล.๔ และ มทบ.๔  

          พ.ศ.๒๔๙๓  มีการจัดตั้งหน่วยกองทัพภาคที่ ๓  มีหน่วยขึ้นตรง คือ พล.๔  และ มทบ.๔  

          พ.ศ.๒๔๙๙  กองพลที่ ๔  ย้ายจาก จว.นครสวรรค์ เข้าที่ตั้ง  จว.พิษณุโลก และมีการเปลี่ยนแปลงการทหารครั้งใหญ่ แยกส่วนกำลังรบกับส่วนภูมิภาคออกจากกันโดยเด็ดขาด ส่วนภูมิภาคมีการจัดเป็น ภาคทหารบกที่ ๓ ขึ้นตรงต่อกองทัพบก มีหน่วยขึ้นตรง คือ มทบ.๔ (นครสวรรค์), มทบ.๗ (ลำปาง)   ส่วนกำลังรบตั้งเป็น พล.๔ 

          พ.ศ.๒๕๓๓  จนถึงปัจจุบัน กองทัพบก ได้เปลี่ยนนามหน่วย จาก มณฑลทหารบกที่ ๔ เป็นมณฑลทหารบกที่ ๓๑ ตามคำสั่ง กองทัพบก (เฉพาะ) (ลับ) ที่ ๑๒/๓๓ ลงวันที่ ๑๖ ม.ค.๒๕๓๓  มีหน่วยขึ้นตรง ๓ หน่วย คือ จังหวัดทหารบกพิษณุโลก, จังหวัดทหารบกตาก และ จังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ รับผิดชอบในการดำเนินการ ๘ จังหวัดในภาคเหนือตอนล่าง คือ จว.อุทัยธานี, จว.นครสวรรค์,  จว.พิจิตร,  จว.เพชรบูรณ์,  จว.สุโขทัย,  จว.กำแพงเพชร,  จว.พิษณุโลก  และ 
จว.ตาก 


          หมายเลข อจย. ที่ใช้ในปัจจุบัน  คือ อจย. ๕๑-๒๐๑ มทบ.